2006/Oct/31

งามอย่างไทย

๏ สุพรรณหงส์ลงสรงน้ำฉ่ำอุรา
อวดคุณค่าริ้วนาวาชาวสยาม
เลิศสง่าเสริมหน้าตาด้วยภาพงาม
ภาคภูมิตามความเป็นไทยใจนิยม ๚



๏ เจ้าออกอวดท่านผู้นำนานาชาติ
เพริศพิลาศองอาจล้ำย้ำควรสม
ภาพสือสร้างวางเราชื่นรื่นภิรมย์
ไม่ระทมสุมสมคล้ายหมายสิ่งใด? ๚



๏ หวังนายทุนหนุนเงินทองด้วยปองหมาย
แม้เหมือนคล้ายขายผักชีมีสงสัย
แต่ต้องเชื่อเมื่อเล็งผลยลวิไล
และหวังไปให้เค้าเห็นเป็นเช่นกัน ๚



๏ เพราะไทยเลือดเชือดออกมาก็เลือดข้า
เลยขอบ้าอีกสักคราว่าสร้างสรรค์
จึงเชิดชูดูชมงามว่าตามพลัน
ด้วยหมายมั่นผลมันเพื่อเกื้อผองไทย ๚ะ๛



๏ ริ้วรอกพริ้วไหวในน้ำ
งดงามเฉกเช่นภาพฝัน
จารึกภาพไทยนิรันดร์
จึงปันมาให้เพื่อนชม ๚



๏ ตระการตาเบิกฟ้าสยาม
เจ้างามด้วยแสงห่อห่ม
อาบไอโอ้มอ้อมพรพรม
เหมาะสมเชิดค่าชาวไทย ๚



๏ เจ้าพระยาพาดลใจให้คิดถึง
หวนคะนึงถึงริมฝั่งเวียงวังเก่า
เจริญรุ่งจรุงหล้าภาษาเรา
งดงามเคล้าเงาอารยะสยามชน ๚



๏ วัดอรุณอุ่นความหลังครั้งเรืองรอง
ผองพี่น้องพ้องชาวไทยทุกแห่งหน
เทิดเชิดค่าว่างามแท้แม้แรกยล
คู่ฝั่งชลผลแห่งศิลป์ถิ่นชาวไทย ๚



๏ ร่วมร้อยปีที่ผ่านไปแม้ใจหาย
ด้วยเสียดายสายนทีที่เคยใส
แต่ยังดีศรีสถาปัตย์กอปรวัฒน์ไทย
คงรักษ์ไว้ให้งามค่าทุกครามอง ๚

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:


smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????   ??????????????????
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????

(ลองดัดแปลงจาก ดั่งดวงหฤทัย
ให้เป็นอีกแบบค่ะ ตลกๆ นิดนึง)

แม้มิใช่สายลม
แต่ห่อห่มอุ่นอยู่
แม้มิได้ในทุกฤดู
แต่ก็หรูเหลือเฟือ

ความรัก
ห่อหุ้มพักใจได้
อุ่นใดเล่าอุ่นใด
เทียบได้อุ่นอ้อมไอรัก

จรดลึกนึกอุ่นทุกครา
ห่มอุ่นหนาดั่งผ้าหนักหนัก
ผ้าห่มอื่นแม้อุ่นนัก
แต่รักนี้อุ่นกว่านั้น

-- ไร้นาม (9 เมษา 2005)

+++

"เพียงลูกเกิด ใต้หล้า มหากษัตริย์
ในแผ่นดิน ถิ่นรัฐ เปรียบดังฝัน
มีพ่อปก เหนือเกศา บุญอนันต์
น้อมชีวัน บังคมกราบ ทราบพระคุณ

ลูกจะขอ มุ่งเล่าเรียน เพียรศึกษา
นำวิชา กลับชาติไทย ช่วยเกื้อหนุน
เพราะรักถิ่น ดินแดนที่ ธ ค้ำจุน
ซึ้งการุณ ขอรับใช้ พ่อแผ่นดิน"

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ
ขอจงทรงพระเจริญยิ่งยื่นนาน...



-- Panit Watcharawitch
University of Cambridge (1999)

+++

หากจะเพียงยึดมั่น... ว่าตัวฉัน?
สิ่งนี้คือสิ่งนั้น... แน่จริงหรือ?
ลองมอง... ลองพินิจ พิจารณ์ดู...
ก็จะรู้ว่าตัวฉัน... ไม่มีอะไร...

มองว่าง แล้วผ่านพ้น... ให้วันล่วง...
ก็ดวงชีวานี้คงดับ... ต้องหลับไหล...
โลกนี้ ก็ยังคง... หมุนต่อไป...
แล้วจะยึดไปทำไม... กับตัวตน...

ผู้คนที่หลากหลาย... ชอบฝากชื่อ...
ก็เพื่อให้เขาเลื่องลือ... ทุกแห่งหน...
ถามหน่อย... ขอถามไถ่ ทุกชั้นชน...
ว่านี่หรือคือหน ทาง ที่ท่านเดิน?

ชื่อเสียง เมื่อผันผ่าน ก็ลาลับ...
หากสิ่งที่คงประดับ... รับสรรเสริญ...
คือผลงานที่ดีงาม... สร้างความเจริญ...
ขอชวนเชิญ... ฝากความดี... แทนตัวตน...


-- ไร้ตัวตน (2000)

+++

o หากไร้ค่าวัดเพียงแค่ไร้คู่
เหมือนไร้รู้ถึงชีวิตที่ยิ่งใหญ่
เกิดเป็นคนไร้รักก็หักใจ
แต่มิใช่ไร้ตัวตนที่งดงาม...

o หากเราเห็นเราเองไร้ความหมาย
แล้วสุดท้ายใครนับถือ ฉันขอถาม?
แค่พิษรักปักใจ เพียงชั่วยาม
ไร้รูปนามแล้วหรือ ลองตรองดู ฯ


-- ไร้นาม

+++

หงุดหงิดขุ่นข้องเรียก..........ปฏิฆะ
แปรเปลี่ยนเป็นโกธะ..........เริ่มแพ้
ปล่อยนานจักอุปนาหะ........อาฆาต
สามโกรธควรรีบแก้...........เริมด้วยเมตตา ๚

-- ไร้นาม (kindly corrected by K. Augustman)

+++

ช่วง ๑

ถึงแคล้วคลาดอักขราต้องอาวุธ
ผู้เปรื่องยุทธยืนยงลงอักษร
สักหินผาท้าลมดั่งพรมพร
ไม่อาทรรอนร้าวก้าวเดินไป

ดับอารมณ์ทมเร้าเจ้าเริงรื่น
เป็นผู้ตื่นชื่นชมม์หาตรมไม่
ที่รายรอบร่างหายสลายไป
เหลือแต่ใจรู้รับจับก็วาง

สิ่งกระทบพบพาด้วยรอยยิ้ม
เพียงภาพพิมพ์พร้อมหายคลายค่าว่าง
เจอก่อจากพรากก่อพบครบเส้นทาง
พอตัดสายใยบางจางวังวน

จึงมุ่งวาดอักขราฆ่าความคิด
จะผูกจิตผิดแพ้แก้กี่หน
ร่าง 'สติ' สลักลงตรงกมล
ชนะตนหยุดอยู่ดูนิรันดร์

ช่วง ๒

สังคมคนสับสนเวียนวนว่าย
ช่างน่าหน่ายพ่ายแพ้ใจแปรผัน
สิ่งลุ่มหลงคงลวงล่วงคืนวัน
จิตไม่มั่นอาจพลันก้าวพลาดไป

ทั้งโลภะโมหะและโทสะ
ยากชนะละก็อยู่รู้หวั่นไหว
พาอารมณ์ตรมตรอมยอมกรีดใจ
ก็ถูก 'ไฟ' เผาผลาญกาฬโลกันต์

เฉกอาวุธฉุดประหารธารชีวิต
พาความคิดผิดลงหลง 'สุก' สันต์
จึงฝากเทียบเหล่าผู้กล้ามาร่วมกัน
เขียน 'สติ' ให้มั่น ณ. กลางใจ

ช่วง ๓

จิตใฝ่ดีนี้แน่แลประเสริฐ
เห็นเลอเลิศเกิดก็ดับมิจับไหว
สร้างสติรู้หลงตรงกลางใจ
ฟืนฟอนไฟไม่แท้ก็แพ้ลง

ทองคำเปลวเหลวหรือยังคือทอง
คงสาดแสงเรืองรองแม้ฝุ่นผง
เฉกเศษเสี้ยว 'สติ' มั่นพลันยืนยง
เจตจำนงคงค่ารักษาใจ

แม้แคล้วคลาดอักขราต้องอาวุธ
ก็รู้หยุดฉุดใจให้คงใหม่
คืนคุณค่าความเพียรเรียนด้วยใจ
จึงดับไฟ 'สุก' เผา เอา 'สุข' จริง


-- ไร้นาม

+++

ทองคำเปลวเหลวหล่อก่อค่าทอง
เพชรเรืองรองแตกหรือคือคมเห็น
เจียรก็สวยด้วยความงามดั่งควรเป็น
เปรียบดั่งเช่นเน้นให้รู้ดูข้างใน

ตาเนื้อมิเอื้อให้ทะลุเนื้อ
จึงยากเชื่อเหลือหลงคงสงสัย
สิ่วสว่านพาลตีลงก่อนปลงใจ
ดั่งฟืนไฟไหม้หลอมย้อมค่าทอง

ให้แคล้วคลาดอักษราต้องอาวุธ
กลัับวิสุทธิ์ผุดวาดผาดผยอง
หนึ่งกระทบรบแล้วแนวครรลอง
หนึ่งหยุดมองตรองเห็นเป็นเข้าใจ

จะไฟเชื้อเนื้อเผาก็เข้าเชื้อ
แค่ก่อเกื้อเหนือหนุนจุลเข้าใส่
เพียงหยุดรับจับวางช่างปะไร
เพชรกลางใจยังคงใสเฉกควรเป็นฯ


-- ไร้นาม

+++

สดชื่นรื่นรมย์ยิ่ง
มาพักพิงอิงอุ่นไอ
คำคมชมชอบใจ
ชื่นชมไว้ใจเดียวกัน

หลับตื่นคืนวันผ่าน
ใจเบิกบานแม้แปรผัน
เวียนเปลี่ยนยากยึดมั่น
ก็ปล่อยมันให้เป็นไป

สติมั่นกับตัว
รู้ถ้วนทั่วกลัวไปใย
สายกลางเดินก้าวไป
ระรื่นใจในบัดดล

+++

หนึ่งคารมคมคำ จำนรรจา
หนึ่งคุณค่ายกมาพาความหมาย
หนึ่งอัตตาเห็นถึงซึ้งทำลาย
ชี้จึงหายคลายค่าว่างอย่างควรเป็น

อักษรารู้อารมณ์ชื่นชมโลก
จะสุขโศกโศรกหรือคือยังเห็น
คือยังคิดติดพันตัวชั่วเช้าเย็น
จะคาดเค้นเว้นไม่หายวายชีวี

จึงยืมหยิบกระบี่งามนาม 'สติ'
ฆาตตำหนิติตัวตนร่นศักดิ์ศรี
วางอัตตาค่าว่างไว้ใจพอดี
ไฟโลกีย์ที่ร้อนเร่าจะเผาใคร?

+++

อันโพยภัยไฟฟอนรอนล้อทรวง
เปรียบเล่ห์ลวงบ่วงรัดมัดเข้าใส่
หากปล่อยจิตติดมั่น ก็บั่นใจ
จะโทษใครถ้าไม่ใช่ ที่ใจตน

เปลวอัคคีกรีฑา มาทำลาย
'สติ' สู้อยู่เดียวดาย มีใครสน
คอยกรีดเขตขีดขั้น กันปะปน
แต่ใจคนก็ร่นหาย สลายไป

จึงขอเถอะหยุดตรองกันสักนิด
ลองพักจิตคิดทวนให้ถ้วนใหม่
ณ. จุดนี้ใจหลง ลงเท่าใด
อย่าปล่อยให้ไฟแผดเผาเข้าตนเอง

+++

สนามอักษรสุนทรสถิตย์
คือมิตรมิ่งเพื่อนคอยเตือนขวัญ
คือลานประยุกต์ปลุกชีวัน
คือนิรันดร์ปันค่าฆ่าอารมณ์

หากต้องอักขราคารมยุทธ
พาผุดผาดซึ้งถึงเย็นร่ม
มิอาจไม่เห็นจึ่งชื่นชม
คำคมนารีกวีสำคัญฯ
#1  by  rainam At 2006-10-31 01:03, 
ตัวอย่าง (ไม่ค่อยดีเท่าไหร่) เพิ่งแต่งแจมกระทู้เรื่อง 'เพ้อ' เอาไว้:
(จาก: http://www.pantip.com/cafe/writer/topic/W1825101/W1825101.html )


เพียง เพ้อพร่ำคร่ำครวญหวนไห้หา
เพียง ภาพพร่าพราวตาพร่าน้ำใส
เพียง พรมหยาดหยดลงคงหายไป
เพียง พาใจให้หยุดฉุดขึ้นมา

ผ่าน เลยไปไม่รัก ปักใจหรือ?
ผ่าน พ้นมือคือหายง่ายหนักหนา
ผ่าน เพียงคนจนน้ำใจไม่เมตตา
ผ่าน เลิกลามารักษาค่าใจตน

ไป ปลดปล่อยรอยร่ำที่พร่ำเพ้อ
ไป เถิดเธอเจอฝันกันสักหน
ไป ตามทางอย่างเดิมเริ่มผจญ
ไป ตั้งต้นช่างคนเคียง เพียงผ่านไป ๚

+++

อันนี้เป็นโคลงชุดโหดบังคับกระทู้คำ ทะลุ่มปุ่มปู ฯลฯ รายละเอียดอยู่ที่:
http://www.pantip.com/cafe/writer/topic/W1836417/W1836417.html

--- ๏ ๏ ๏ เงาจันทร์ ๏ ๏ ๏ ---

๏ ทะ เลงามยามภาพย้อน........เงาจันทร์
ลุ่ม ลุ่มดอนดอนอนันต์............ส่งสะท้อน
ปุ่ม ปมระลอกอัน....................อัปลักษณ์
ปู แผ่ผิวพรายซ้อน.................สงบสร้างมนตรา ๚

๏ ทุ เลาลงคงเพราะต้อง-........มนต์ธาร
สุ คติรมย์สราญ.....................แด่ข้า
มุ มุ่งเหนื่อยดวงมาน.............กลับว่าง
ดุ เดือดเลือดพล่านล้า............หลบเฝ้าเงาจันทร์ ๚

๏ อุ เบกขาจรัสแจ้ง...............จรุงใจ
สา มิภักดิ์สงบใน...................สุขล้ำ
นา บุญพิศเดือนไป...............เพ็ญภาพ
รี ราบอาบพื้นน้ำ...................ทราบซึ้งตรึงกมล ๚

๏ โก ลาหลหมดมล้าง.............จางลง
วา ยุพัดสะบัดคง...................คลาดแคล้ว
ปา สลัดทุกข์ปลดปลง.............จันทร์ส่อง
เปิด จิตคิคล่วงแล้ว...............จิตสล้างสว่างใน ๚

๏ จก เงาจันทร์ร่างร้อย.........บรรยาย
จี้ จุดที่แสงหมาย...................สื่อเน้น
รี้ ริกคลื่นหยุดกลาย..............กลับสงบ ได้นา
ไร เรื่อฉายเงาเร้น...............คติเข้าสติคน ๚ะ๛

-- ไร้นาม @ pantip

+++

บทกวี หรืองานเขียน อยากให้เพราะไม่เพราะก็อยู่ที่อารมณ์เนื้อความและการใช้คำ
พอเปลี่ยนแนว อารมณ์กับน้ำเสียง โคลง/กลอน ก็จะเปลี่ยนไป เช่น:

แนวโหด

(โคลงวิจารณ์ข่าวหมอฆ่าหมอ แต่งไว้ที่ -
http://www.pantip.com/cafe/writer/topic/W1859873/W1859873.html )

๏ อำ มหิตจิตตกแล้ว..............กรรมมนุษย์
พราง พลาดสันดานผุด...........หยาบช้า
ยุค สมัยตกต่ำสุด...................แพทย์ฆ่า แพทย์เวย
เสื่อม สัตย์กิเลศกล้า..............กลบสิ้นคุณธรรม ๚


แนวปลุกใจ

(อันนี้แต่งไว้เตือนใจตัวเองใน diary สองปีที่แล้วตอนตั้งนามปากกาใหม่ๆ)

๏ จักเป็นปราชญ์เฉกฉลาดชาติวิญญู
อยู่เชิดชูคู่ไท้ไทยสยาม
พลีเหงื่อหยาดฆาตอัตตาค่านิยาม
ลบรอยนามงามหลังฝังปิดทอง ๚

-- ไร้นาม

+++

แต่งโคลงกลบทกินนรเก็บบัว (e.g. เล่นคำซ้ำ 2/4 คำในบาท) มาให้อ่านเผื่อเพื่อนๆ คิดถึง

๏ ธรรมะเปรียบธรรมชาติชั้น.......ธรรมดา
หลากถิ่นหลากภาษา....................ตระหนักได้
ทุกหนทุกข์สุขพา.........................พานพบ ธรรมนา
เกิดทุกข์เกิดดับไซร้...................เกิดแล้วเกิดสลาย ๚

๏ จิตคนจิตมักพลั้ง.....................กิเลสลวง
เล่ห์เหลี่ยมเล่ห์หลอกหวง............ห่วงล้อม
ยึดเหนี่ยวยึดติดทรวง................ธรรมสะกิด คลายเฮย
สติมั่นสติกลับน้อม......................สติพร้อมสติคืน ๚

๏ เพียรฝึกใจฝึกไว้....................ให้ทัน กิเลสนา
พลั้งพลาดหลงพลาดพลัน............สติกู้
อารมณ์รื่นรมย์อัน......................ลวงหลอก
สุขหน่ายสุขสราญรู้.....................สุกไหม้สุกเกรียม ๚

๏ อริยสัจสี่สัตย์สล้าง....................สว่างกมล
เห็นทุกขังทุกข์ทน.......................สมุห์สร้าง
สายกลางสื่อกลางหน...................สู่นิโรธ รู้แล
มรรคแปดมรรคใช่อ้าง...............มรรคแท้มรรควิถี ๚ะ๛

+++

กลโคลงแบบ: โคลงลิลิตพระลอ

1110 0100 1100 0011 1110 1001....

๏ เสียงสูงเสียงต่ำสร้าง.........สารใด เสียงเอย
เสียงส่งสืบสรรค์ไป.............สู่เจ้า
สองเสียงใส่ความนัย............ศูนย์หนึ่ง ใดฤๅ
สองค่าฤๅรหัสเข้า................สื่อร้อยพันความ ๚

.... 1011 1001 1101 0010 1100 0001

+++

กลโคลงแบบ: โคลงสุนทรภู่

๏ รำลึกนึกย้อนเรื่อง...............ราวหา
แผลเก่าเขลารักษา................ศักดิ์สร้าง
อาเพศเหตุกันยา....................เหยียบย่ำ ใจฤๅ
จึงคิดจิตแค้นค้าง...................ฆ่าเค้นเข่นกัน ๚

+++

กลอนธรรมดาๆ แต่งเล่นๆ ตอนอารมณ์ไม่ดี

๏ อัครตระการฟ้าท้าฤทธิ์โลก
ระเริงโศกจึงฟาดผ่าฤๅไฉน
ปุถุชนผลแผ่นดินถอดสิ้นใจ
ด้วยหมดไร้สิ้นแรงต้านพาลหวาดกลัว ๚

๏ จะทุกข์ทนก็ก้มหน้าว่าทนทุกข์
ที่เคยสุขกลับสุกร้อนจนถ้วนทั่ว
ผืนฟ้าแห้งผืนดินแล้งสายพันพัว
ความดีชั่วมั่วพันเกลียวเกี่ยวกังวล ๚

๏ เลยวาดน้ำลำนำวางสร้างสติ
เปิดปิติรู้ร้อนหายคลายสับสน
แม้ฟ้าร้ายก็ยากกรายทำลายชล
ด้วยไม่สนไม่หม่นว่างวางหมดไป ๚

๏ เปลวแห่งฟ้าส่งตรงมาเป็นอาวุธ
จักสิ้นสุดฤทธิ์แรงกล้าล้าหยุดได้
เพลิงแรงร้อนผลาญทำลายหมายสิ่งใด
กลับว่างไร้ไม่มีย้อนสะท้อนแรง... ๚๛ะ

+++

อันนี้แต่งแบบ ไล่ตั้งแต่ อักษร ก. ถึง ฮ. อยู่ข้างหน้า เลยมั่วๆ หน่อย...

กาลผันเปลี่ยนเวียนสับสนฅนวุ่นวาย
เข้าขวนขวายหมายสิ่งใดใคร่จะถาม
ความสุขเศร้าเคล้าชีวิตจิตนิยาม
ฅนมิคร้ามหามแบกไว้ให้หนักใจ

งานการหนักพักผ่อนคลายหายได้หรือ
จิตยึดยื้อถือภาระจะวางไหน
"ฉัน"ฅนนี้มีตัวตนทุกฅนไป
ชั่วดีใดใจเข้าจับประทับตรา

โซ่ตรวนเอกเสกเข้าเคล้าเย้ามนุษย์
ฌานพิสุทธิ์หยุดได้ไหมใจกังขา
ญาติธรรมจำเพียงกฏจดท่องมา
ฐานคลอนล้า"ข้า"ติดถือคือตัวตน

ฑิตเรียนบวชสวดธรรมเกื้อเจือหนุนส่ง
เฒ่าปลดปลงคงภูมิรู้สู่ทุกหน
ดุจแสงทองส่องสว่างกลางกมล
เตือนตักตนให้ปล่อยว่างวางทุกข์คลาย

ถามเถิดเอยเคยหรือใครไม่อมทุกข์
ทั่วถิ่นคลุกสุขคละเคล้าเราอย่าหมาย
ธรรมชาติวาดให้เห็นเช่นเปล่าดาย
นิรันด์หายตายก็ลับดับวิญญา

บัณฑิตครวญชวนให้อยู่รู้สัจจะ
ปลดปล่อยละอบายลวงบ่วงหรรษา
ผ่านสุขเทียมเปี่ยมสุขแท้แน่นำพา
ฝึกฝนหาสาสุขสมรมย์รื่นทรวง

พระพายพรมก้มกระซิบหยิบดวงเนตร
ฟ้าเปิดเขตวิเศษทราบอาบเลอสรวง
ภาพเวียนวนพ้นทุกข์ได้ไร้เงาลวง
มล้างบ่วงห่วงยึดมั่นบั่นภัยพาล

ยับยั้งทุกข์สุขนิยมบ่มนิสัย
รักสิ่งใหม่ให้ใจพ้นมนต์สังสาร
ฤดีดวงห่วงอาลัยในวันวาน
ล่วงทิ้งผ่านพานพัดหายในบัดดล

วัตถุหนักมักถ่วงจิตติดไม่หาย
ศรัทธาวายร้ายเลศร้อยพลอยไม่สน
สัตว์ในคราบอาบเนื้อหนังวิญญูชน
เหตุให้หม่นจนสิ้นหายสายแห่งธรรม

โอ้วันใหม่ใครจักวางหาทางสุข
ฮึดพ้นทุกข์สุขไม่ขอพออิ่มหนำ
..ได้แต่ฝากผ่านกลกลอนให้สอนจำ
..ร้อยเรียงคำจำนรรไว้ในกวี ๚ะ๛
#2  by  rainam At 2006-10-31 01:05, 

<< Home